ปลัด มท. ร่วมกับคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุก สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โค้ชชิ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม 16 จังหวัดภาคเหนือ
วันนี้ 11 พฤษภาคม 2567 ณ โรงแรมน้ำทองน่าน จังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม (Coaching) ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 2 จังหวัดน่าน โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางสุภาสินี งามธุระ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายชาตรี ธินนท์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นางสาววริศรา โสภาค ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นางสาวณัฐนิช อินทสระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน คณะพัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมอบรม ร่วมงานอย่างคับคั่ง
กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม (Coaching) ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ทั้งยังพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้สามารถจำหน่ายได้ในตลาดสากล กำหนดดำเนินการ 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 จังหวัดกระบี่ (ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว) จุดที่ 2 – 4 ได้แก่ จังหวัดน่าน พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดขอนแก่น จุดดำเนินการละ 50 คน สำหรับกลุ่มเป้าหมายในวันนี้ประกอบด้วยกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าทั่วประเทศ และงานหัตถกรรม ในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคเหนือ (ยกเว้นจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งจะเข้าอบรมในพื้นที่ภาคกลาง) โดยกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว จะเข้ารับการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรมที่จะส่งเข้าร่วมประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรมในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป
นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี และพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ซึ่งเป็นลายที่ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายผืนผ้าจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศและทรงนำมาออกแบบลายพระราชทานเนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา โดยพระราชทานแบบตั้งต้นไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้ากาบบัว, ประเภทผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา, ประเภทผ้ามัดหมี่ และประเภทผ้าบาติก ซึ่งสามารถนำลายพระราชทานหลัก ทั้ง 4 ประเภทนี้ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ ต่อไป
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า พวกเราทุกคนคือความหวังของประเทศชาติ ทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการ ตลอดจนถึงพี่น้องผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม เพราะทุกคนคือผู้สืบสาน รักษา และต่อยอด สิ่งที่เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม ทั้งงานหัตถกรรม งานผ้าประจำถิ่น (ผ้าไทย) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยแห่งความเจริญทางวัตถุ พวกเราสามารถตระหนักได้โดยง่ายว่า บุคคลผู้ที่จะช่วยทำให้มรดกของบรรพบุรุษเรายังคงอยู่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยตามจังหวัดต่าง ๆ ยิ่งเหลือน้อยลง เฉกเช่นจังหวัดน่านแห่งนี้ กลิ่นไอของคนน่านก็เริ่มจะเลือนหายไป เพราะเรารับสิ่งต่าง ๆ ของตะวันตก และทั่วโลก ทั้งการศึกษา การสื่อสาร มารยาท การพูด การแต่งกาย ภาษา เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งกลิ่นไอความเป็นน่านเจือจางลง “แต่นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคนที่เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” อันเป็นเป้าหมายที่พระองค์ท่านทรงอยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแห่งนี้ และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ข้าราชบริพารในพระองค์ ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งพวกเราชาวมหาดไทยได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมาเป็นหลักใช้ในการปฏิบัติราชการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน และยิ่งเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยทรงเสด็จลงมาช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในหลาย ๆ เรื่อง เริ่มตั้งแต่ทรงเป็นมิ่งขวัญให้กับพี่น้อง OTOP ในช่วงวิกฤตการณ์สถานการณ์โควิด-19 ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP City 2020” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์ได้ทรงออกแบบและพระราชทานลายผ้า “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เพื่อส่งมอบความรัก ความสุข ให้ชาวไทยทุกคน พร้อมพระราชทานพระอนุญาตให้กลุ่มทอผ้านำไปเป็นต้นแบบพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่อง ประดับ ตามวิถีเอกลักษณ์ประจำถิ่น โดยเน้นการใช้สีธรรมชาติเพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งพระราชทาน “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส อันเป็นปฐมบทของการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการที่จะนำเอาภูมิปัญญาของคนไทย ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่ง “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เป็นลายที่ขายดีและเป็นลายที่เปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและมุมมองผ้าไทยให้เกิดขึ้นกับสังคมตราบถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ นับแต่พระราชทานโครงการฯ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าไทยแล้ว 60,000 ล้านบาท และยังมีผ้าลายพระราชทานลวดลายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด คือ ลายสิริวชิราภรณ์ อันเป็นลวดลายแห่งความจงรักภักดีที่พระองค์ได้ทรงออกแบบเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เหล่านี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ชีวิตจะดีได้ ต้องมีทั้งการสืบสาน รักษา และต่อยอด ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ที่เป็นของบรรพบุรุษ ที่ท่านได้รักษาไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต อันมีคุณค่า ทั้งนี้ กิจกรรมการอบรมฯ ในวันนี้ จึงมีนัยสำคัญว่า “ของเก่าเราก็ไม่ทิ้ง ของใหม่เราก็ต้องมี” เพราะแฟชั่นเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกที่สามารถเปลี่ยนตามรสนิยมของคนในแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละปีได้ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางแฟชัน ที่เราไม่เคยนำองค์ความรู้นี้มาใช้ในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ และงาน OTOP พระองค์จึงพระราชทาน “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ควบคู่กับสิ่งที่เป็น knowhow ของแฟชั่นสมัยใหม่ ว่าเราคนไทยสามารถนำวัตถุดิบของผ้าไทยมาตกแต่งออกแบบตัดเย็บ” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น
นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนมีความภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้เดินทางมาเปิดกิจกรรม coaching เพราะทำให้ได้มาเจอพี่น้องข้าราชการในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ มาเจอพี่น้องตัวแทนของคนไทยผู้มีความมุ่งมั่นในการรักษาภูมิปัญญาของชาติผ่านงานผ้า งานหัตถกรรม หัตถศิลป์ในจังหวัดต่าง ๆ และยังได้มีโอกาสมาร่วมงานกับคณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทุกท่านมาด้วยจิตอาสา ด้วยความมุ่งมั่น ด้วย passion ที่จะนำพระปณิธานมาถ่ายทอดขยายผล เพื่อพัฒนาผ้าไทย ทำให้ผ้าไทยไม่มีทางตัน ทำให้เรามีความรุ่งโรจน์จากการผลิตและจำหน่ายผ้าไทย เพราะผ้าไทยจะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้มีรายได้ มีโอกาสที่ดีของชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การ Coaching แบบเดินสายจึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้เรามีความมั่นใจในภูมิความรู้ภูมิปัญญา ในการประกอบสัมมาชีพแล้ว ยังก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม” ตลอดจนถึงการพัฒนาช่องทางการตลาด ดังเช่นเรื่อง Branding มีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะหนุนเสริมให้เกิดการเพิ่มรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส และผ้าไทยแต่ละแบรนด์ที่มีเทคนิคแตกต่างหลากหลายกันไป จะมีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความชอบของคนไม่เหมือนกัน ผ้าไทยยังคงมีช่องว่างให้กับเราในการออกแบบอยู่เสมอ แต่เราต้องเปิดใจรับเอาสิ่งที่โลกนิยมเข้ามาใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพด้วย
นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ความสำเร็จของพวกเราคือความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ ด้วยพลังของข้าราชการและพลังภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีในทุกพื้นที่ อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้พวกเราได้เป็นต้นแบบให้ลูกหลานในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าได้มีผ้าไทยสวมใส่ มีอาหารไทยให้กิน มีงานหัตถกรรมให้ได้ใช้สอย และมีผืนแผ่นดินไทยที่ร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ แสนสุขสบาย ให้ได้อยู่อาศัย จึงขอให้ทุกคนได้ภาคภูมิใจว่า พวกเราคือบุคคลสำคัญผู้ที่จะช่วยสนองแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทำให้พี่น้องประชาชนได้มีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ดังนั้น เราต้องแสดงออกถึงความอดทน ความมานะบากบั่น ขยันหมั่นเพียร ต้องยอมเหนื่อยยากลำบากกาย ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่ม ของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อเราจะได้เป็นผู้นำของโลกแฟชั่นต่อไปในอนาคต ทำให้ผืนผ้าไทยทุกผืนใส่แล้วสนุก ใส่แล้วกิ๊บเก๋ ใส่แล้วหล่อเหลา สวยงาม ดูดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของประชาชนคนไทย และผู้บริโภคทั่วโลก อันจะยังผลทำให้ผืนผ้าไทยได้รับการตอบรับ และเป็นที่นิยมชมชอบอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนคนไทย ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ส่งผลให้ครอบครัวและลูกหลานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป
ในการนี้ว่าที่ร้อยตรีไพฑูรย์ ศรีราจันทร์ พัฒนาการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนางณัฐนรี ศรีชัยยะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน นายชัยยะ ศรีชัยยะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน นางสาวธัญภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานและสนับสนุนการบริหารงานพัฒนาชุมชน นางสาวสุรางคนา ภักดี ผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน พัฒนาการอำเภอทั้ง 15 อำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดน่าน ได้เข้าร่วมโครงการฯ
รายงาน – กลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน
#MOI
#กระทรวงมหาดไทย
#บำบัดทุกข์บำรุงสุข
#SDGsforAll
#ChangeforGood
#กรมการพัฒนาชุมชน
#CDD
#ผ้าไทยใส่ให้สนุก